รากฟันเทียม 2 ยี่ห้อ ยอดนิยม
รากฟันเทียม 2 ยี่ห้อ ยอดนิยม
รากฟันเทียมยี่ห้อไหนดี? เจาะลึก 2 ยี่ห้อยอดนิยมที่ทันตแพทย์เลือกใช้
หากคุณสูญเสียฟันแท้และกำลังมองหาฟันทดแทนที่มีความแข็งแรง มอบสัมผัสและรักษาอรอยยิ้มให้สวยเป็นธรรมชาติ “การทำรากฟันเทียม” เป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน แต่หลายคนอาจจะยังมีข้อสงสัยว่า แล้วจะเลือกทำรากฟันเทียมยี่ห้อไหนดี? วันนี้ CASA Dental Clinic จะพาทุกคนมาเปรียบเทียบความแตกต่าง ทั้งในด้านคุณภาพ เทคโนโลยี และราคา เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะ
ทำความรู้จัก ส่วนประกอบของรากฟันเทียม
ก่อนจะไปเลือกยี่ห้อ เรามาทำความเข้าใจโครงสร้างหลักของรากฟันเทียมกันก่อน ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ดังนี้ครับ:
- ส่วนรากเทียมฝังในกระดูก (Implant Body / Fixture): โลหะไททาเนียมดีไซน์คล้ายสกรูที่ฝังยึดเข้ากับกระดูกขากรรไกรอย่างแน่นหนา ทำหน้าที่ทดแทนรากฟันจริง
- เดือยรองรับครอบฟัน (Implant Abutment): แกนยึดต่อระหว่างส่วนรากเทียมและตัวฟันปลอม ทำจากไททาเนียมหรือเซรามิคคุณภาพสูง
- ส่วนทันตกรรมประดิษฐ์ (Prosthetic Component): ตัวครอบฟัน สะพานฟัน หรือฟันปลอม ที่ดีไซน์ให้เหมือนฟันธรรมชาติ โดยจะยึดติดกับ Abutment ด้วยกาวทางทันตกรรมหรือสกรู
เปรียบเทียบระบบรากฟันเทียมยอดนิยมที่ CASA Dental Clinic
เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละเคส คาซ่า ทันตกรรม ได้คัดสรรรากฟันเทียม 2 แบรนด์ระดับโลกที่ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางมาให้บริการ:
1. Straumann Dental Implants (สวิตเซอร์แลนด์) – มาตรฐานพรีเมี่ยมระดับโลก
รากฟันเทียมสตรอแมน (Straumann) เป็นแบรนด์สวิสที่มีชื่อเสียงยาวนานและได้รับความไว้วางใจอย่างกว้างขวางจากทันตแพทย์ทั่วโลก ภายใต้การสนับสนุนของทีมทันตแพทย์รากฟันเทียมระดับนานาชาติ (ITI)
- จุดเด่นด้านนวัตกรรม: ผิวรากเทียมผลิตจากไททาเนียมเกรดพิเศษ ผ่านกรรมวิธีเอกสิทธิ์เพื่อกระตุ้นการยึดติดกับกระดูกในระดับเซลล์
- ข้อดี: แผลหายไว ลดระยะเวลาพักฟื้น สามารถใช้ปลูกฟันได้ทุกตำแหน่ง มีผลงานวิจัยรองรับด้านความสำเร็จและความปลอดภัยในระยะยาว ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสากล
2. Dentium Superline Implants (เกาหลีใต้) – คุณภาพคุ้มราคา ยอดนิยมในเอเชีย
รากฟันเทียมเดนเทียม (Dentium) แบรนด์ชั้นนำจากเกาหลีใต้ที่ก่อตั้งตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 ผ่านการรับรองมาตรฐานสากลเข้มงวด ทั้ง ISO13485, CE (ยุโรป) และ US FDA (อเมริกา)
- จุดเด่นด้านนวัตกรรม: ใช้เทคโนโลยีเคลือบผิวสัมผัสแบบ S.L.A. (Sandblasting with Large grits and Acid etching) ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวให้กระดูกเกาะยึดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ข้อดี: ออกแบบตัวรากฟันเทียมให้มีความหนาเป็นพิเศษและใช้เกลียวใบมีดคู่ (Double Thread) ช่วยเพิ่มความมั่นคง รองรับแรงบดเคี้ยวได้ดีเยี่ยม ในราคาที่เข้าถึงง่าย
6 ขั้นตอนการรักษาด้วยการทำรากฟันเทียม
- ตรวจวินิจฉัยและวางแผน: ถ่ายภาพเอกซเรย์ 3 มิติ เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างกระดูกและวางแผนรักษาอย่างแม่นยำ
- ปลูกกระดูก (ถ้าจำเป็น): ในกรณีที่คนไข้มีมวลกระดูกไม่หนาแน่นพอ ทันตแพทย์จะทำการปลูกกระดูก (Bone Grafting) ร่วมด้วย
- ผ่าตัดฝังรากฟันเทียมไททาเนียม: เป็นการผ่าตัดเล็กโดยใช้ยาชาเฉพาะจุด ใช้เวลาไม่นานและคนไข้สามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ทันที
- ระยะรอพักฟื้น (Osseointegration): รอให้กระดูกยึดเกาะกับรากเทียมอย่างสมบูรณ์ ซึ่งปกติจะใช้เวลาประมาณ 6-8 สัปดาห์
- ใส่เดือยและทันตกรรมประดิษฐ์: เมื่อรากเทียมแน่นดีแล้ว ทันตแพทย์จะต่อ Abutment และใส่ครอบฟันที่ผลิตขึ้นเฉพาะบุคคล
- ดูแลรักษาและติดตามผล: ดูแลความสะอาดช่องปากตามปกติ และเข้าพบทันตแพทย์ทุกๆ 6 เดือน เพื่อเช็คสภาพรากฟันเทียมให้อยู่กับเราไปนานๆ
“สำหรับคำถามที่ว่าทำรากฟันเทียมยี่ห้อไหนเหมาะกับคุณนั้น แท้จริงแล้วขึ้นอยู่กับสภาพกระดูกขากรรไกร งบประมาณ และคำแนะนำของทันตแพทย์ที่มีประสบการณ์ค่ะ หากคุณต้องการประเมินสภาพฟัน สามารถนัดหมายเข้ามาปรึกษาคุณหมอที่ CASA Dental Clinic ได้เลยค่ะ”
