“คราบสีดำ” ที่ฟันเกิดจากอะไร?
“คราบสีดำ” ที่ฟันเกิดจากอะไร?
เจาะลึกปัญหาช่องปาก: “คราบสีดำ” ที่ฟันเกิดจากอะไร? พร้อมวิธีแก้ไขอย่างถูกวิธี
คราบฟัน คืออะไร?
คราบฟัน (Teeth Staining) คือ การสะสมของคราบสีบนพื้นผิวฟัน ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการดูแลสุขอนามัยช่องปากที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ส่วนใหญ่มักพบในผู้ที่ชื่นชอบการดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม ไวน์แดง หรือในผู้ที่สูบบุหรี่ ซึ่งส่งผลให้ฟันเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีน้ำตาล โดยคราบบนผิวฟันเหล่านี้เกิดจากการรวมตัวของแร่ธาตุและองค์ประกอบต่างๆ เช่น แคลเซียม คาร์บอน ทองแดง เหล็ก ไนโตรเจน ออกซิเจน และกำมะถัน
บุหรี่
ชา
กาแฟ
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดคราบดำและคราบเหลืองที่ฟัน
เมื่อเราดื่มชาหรือกาแฟ ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ภายในช่องปากจะเปลี่ยนสภาพเป็นกรดอ่อนๆ ส่งผลให้ เคลือบฟันบางลง เม็ดสีเข้มจากเครื่องดื่มจึงสามารถเข้าไปเกาะติดและสะสมบนผิวฟันได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะบริเวณผิวฟันด้านในที่มักเกิดคราบสีน้ำตาลเด่นชัด
นอกจากนี้ เมื่อแบคทีเรียทำปฏิกิริยากับเศษอาหารรอบขอบเหงือก จะฟอร์มตัวเป็นคราบจุลินทรีย์ (คราบพลัค) ซึ่งเป็นแผ่นฟิล์มเหนียวนุ่มที่ยังสามารถแปรงออกได้ แต่หากปล่อยทิ้งไว้ คราบพลัคจะแปรสภาพเป็นสารแข็งที่เรียกว่า หินปูน (Tartar) ซึ่งในหลายกรณีหินปูนนี้จะดูดซับสีจากอาหารและแปรเปลี่ยนเป็น คราบหินปูนสีดำ นอกจากนี้ในบางงานวิจัยระบุว่า คราบหินปูนสีดำอาจมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการหายใจทางปาก หรือโรคระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเกิดได้ทั้งในฟันน้ำนมและฟันแท้
คราบหินปูนสีดำ อันตรายไหม?
หากคราบสีดำเกิดจากแบคทีเรียบางชนิดทำปฏิกิริยากับน้ำลายที่มีส่วนประกอบของธาตุเหล็กสูง (เช่น จากอาหารหรือวิตามินเสริม) กรณีนี้จะไม่มีอันตรายร้ายแรง แต่อาจส่งผลเสียต่อความมั่นใจและความสวยงามของรอยยิ้ม
แต่ในกรณีทั่วไป คราบจุลินทรีย์และหินปูนที่สะสมตามขอบเหงือกเป็นจุดเริ่มต้นของ โรคเหงือกอักเสบ (Gingivitis) ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา จะลุกลามกลายเป็น โรคปริทันต์อักเสบ (Periodontitis) ที่มีความรุนแรงถึงขั้นทำลายกระดูกรองรับรากฟัน ทำให้ฟันโยกและสูญเสียฟันในที่สุด โดยพบว่าประชากรไทยในวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุมีอัตราการเป็นโรคปริทันต์อักเสบในเปอร์เซ็นต์ที่สูงมาก
ข้อแตกต่างระหว่าง “หินปูน” กับ “คราบบนผิวฟัน”
คราบบนผิวฟันจะเกิดขึ้นบริเวณพื้นผิวภายนอกของตัวฟันจากการย้อมสีของอาหาร ต่างจากหินปูนที่จะก่อตัวและแข็งตัวบริเวณซอกฟันหรือขอบเหงือกก่อน ดังนั้นหลังจากที่คนไข้ได้รับการขูดหินปูนแล้ว คราบสีเหลืองหรือน้ำตาลที่ฝังลึกบนผิวฟันบางส่วนอาจยังคงอยู่ และจำเป็นต้องใช้วิธีเฉพาะในการขจัดคราบเพิ่มเติม
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม: หินปูนคืออะไรและขั้นตอนการรักษาโรคเหงือก
วิธีแก้ไขและรักษาคราบหินปูนสีดำ
เมื่อมีคราบหินปูนสะสม วิธีเดียวที่ปลอดภัยคือการเข้ารับการรักษาจากทันตแพทย์ผ่านการ ขูดหินปูนและเกลารากฟัน (Scaling and Root Planing) โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือขูดหินปูนระบบอัลตราโซนิก (Ultrasonic Scaler) ร่วมกับเครื่องมือสแตนเลส เพื่อกระเทาะหินปูนออกจากผิวฟันและใต้ขอบเหงือกอย่างนุ่มนวล พร้อมเกลารากฟันให้เรียบเพื่อให้เหงือกกลับมายึดแน่นกับตัวฟันได้ดีดังเดิม
*ข้อควรระวัง: ไม่ควรซื้อเครื่องมือมาพยายามขูดหินปูนด้วยตนเองเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้เนื้อฟันเสียหายและเหงือกอักเสบรุนแรงขึ้นได้
เคล็ดลับง่ายๆ ในการป้องกันคราบหินปูนด้วยตัวเอง
- แปรงฟันอย่างถูกวิธี: แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งด้วยยาสีฟันที่มีคุณสมบัติช่วยลดการสะสมของคราบพลัคและหินปูน
- ใช้ไหมขัดฟันทุกวัน: ทำความสะอาดบริเวณซอกฟันและใต้ขอบเหงือกวันละ 1 ครั้ง เพื่อขจัดเศษอาหารที่แปรงสีฟันเข้าไม่ถึง
- บ้วนน้ำตามทันที: หลังจากรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีสีเข้ม เช่น ชา กาแฟ เพื่อลดการเกาะติดของคราบสี
- พบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน: เพื่อตรวจเช็กสุขภาพช่องปาก ทำความสะอาด และขูดหินปูนก่อนที่จะกลายเป็นคราบฝังลึก
นอกจากนี้ ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น หลีกเลี่ยงการแปรงฟันแรงเกินไป เลือกใช้แปรงสีฟันขนอ่อนนุ่ม และหากมีอาการเสียวฟันร่วมด้วย สามารถเลือกใช้เจลหรือยาสีฟันลดอาการเสียวฟันตามคำแนะนำของแพทย์
คราบสีดำและหินปูนบนผิวฟันเป็นเรื่องที่สามารถกำจัดและป้องกันได้ไม่ยาก เพื่อสุขภาพช่องปากที่ดีและรอยยิ้มที่มั่นใจในระยะยาว
นัดหมายตรวจสุขภาพฟันประจำปี: นัดตรวจฟันกับคุณหมอใจดี ที่นี่
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
A: คือคราบสีสะสมที่เกิดจากอาหาร เครื่องดื่ม เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม หรือการสูบบุหรี่ รวมถึงการแปรสภาพของคราบหินปูนที่ดูดซับสีจากภายนอกเข้าไปครับ
A: แปรงฟันให้สะอาดวันละ 2 ครั้ง ควบคู่กับการใช้ไหมขัดฟัน และแนะนำให้บ้วนปากด้วยน้ำสะอาดทันทีหลังดื่มชาหรือกาแฟครับ
A: หากเป็นคราบที่เกิดจากหินปูนหรือคราบสีภายนอก การขูดหินปูนและขัดฟันโดยทันตแพทย์สามารถกำจัดออกได้อย่างสะอาดยอดเยี่ยมครับ
